postheadericon ว่านหางจระเข้ลดสิวอักเสบ

ว่านหางจระเข้ลดสิวอักเสบ (สยามดารา)

ถ้าคุณสาว ๆ ตื่นเช้ามาแล้วเจอแต่สิวเม็ดใหญ่ขึ้นเด่นอยู่บนใบหน้า ทั้งคุณแม่และเพื่อน ๆ ก็คอยเตือนว่าอย่าไปแคะแกะอย่างเด็ดขาด เพราะจะตกหลุมพราง ทำให้เจ้าสิวตัวป่วนได้ใจ ติดเชื้อบวมเป่งขึ้นไปอีก

แต่เชื่อไหมว่า เราทำได้ดีกว่านั้นถ้ามีว่านหางจระเข้ เพราะว่านหางจระเข้มีสารที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสารออกฤทธิ์สมานแผล จึงทำให้สิวอักเสบยุบลงได้ทันใจลองสูตรนี้ดูสิคะ

ส่วนผสม ว่านหางจระเข้

วิธีทำ : ตัดว่านหางจระเข้ แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองไหลออกมา จากนั้นปอกเปลือกจนเหลือแต่วุ้นใส ๆ นำไปล้างยางออกให้หมด นำวุ้นออกมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หรือบดละเอียด คั้นเอาแต่น้ำวุ้นว่านหางจระเข้มาใช้

กลางคืน ล้างหน้าให้สะอาด ใช้น้ำวุ้นทาบริเวณที่เป็นสิวแห้งและยุบลง

กลางวัน ล้างหน้าให้สะอาด ใช้น้ำวุ้นแต้มบริเวณหัวสิว (สามารถทาครีมบาง ๆ ทับได้)

postheadericon ดูแลผิวพรรณ ในช่วงหน้าฝน

การดูแลผิวพรรณ ในช่วงหน้าฝน (woman plus)

หน้าฝนเป็นช่วงที่มีโรคผิวหนังหลายชนิดเกิดได้บ่อย ท่านอาจารย์นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังได้ให้คำแนะนำดี ๆ เพื่อป้องกันโรคดังกล่าวดังต่อไปนี้

โรคน้ำกัดเท้า ทำให้เป็นผื่นเปียกยุ่ยสีขาวที่ง่ามนิ้วเท้า บางครั้งมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้เป็นผื่นแดง และมีน้ำเหลืองไหล

โรคติดเชื้อราขาหนีบ หรือ “สังคัง” มักติดเชื้อมาจากที่เท้า เมื่อสวมกางเกงในก่อนถุงเท้า จะทำให้ติดเชื้อจากเท้าไปขาหนีบ ทำให้คันมาก

โรคเท้าเหม็น เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดรูพรุนเล็ก ๆ ที่เท้า มีกลิ่นเหม็น

โรคพยาธิปากขอ เป็นการติดเชื้อพยาธิจากการเดินผ่านน้ำท่วมขัง พยาธินี้จะดูดเลือด และอาจทำให้เกิดโรคเลือดจางได้

โรคฉี่หนู เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียจากฉี่หนู ทำให้เป็นไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด และอาจถึงตายได้

แมลง สัตว์กัดต่อย เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ ฯลฯ แมงกะพรุนไฟ พบบ่อยหลังมีพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้ปวดแสบปวดร้อน เป็นแผลเป็น หรือเสียโฉม บางคนแพ้พิษจนจมน้ำตายได้ วิธีป้องกันที่ดีคือ ว่ายน้ำสระริมทะเลปลอดภัยกว่าว่ายน้ำทะเล ถ้าโดนแมงกะพรุนไฟ ให้รีบขึ้นจากน้ำ ใช้น้ำทะเลหรือน้ำสะอาดล้างแผล แล้วรีบไปหาหมอ

วิธีดูแลผิวพรรณหน้าฝนที่สำคัญได้แก่…

หลีกเลี่ยงการเดินผ่านน้ำขัง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้… ให้ใช้รองเท้าบู๊ตกันน้ำ หลังเดินย่ำน้ำ ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที

ใช้ถุงเท้าบางแทนถุงเท้าหนา และไม่ใช่ถุงเท้าที่คับเกิน เพื่อลดความชื้นสะสมที่เท้า ใช้รองเท้าแตะ(ถ้าทำได้) เพื่อลดความชื้นสะสมที่เท้า นุ่งกางเกงบางแทนกางเกงหนา และไม่ควรนุ่งกางเกงยีนส์ เพื่อลดการสะสมความชื้นที่ขาหนีบ (ป้องกันสังคัง) และลดกลิ่นเหม็นบริเวณอวัยวะเพศ

นุ่งกางเกงในชนิดคล้ายกางเกงนักมวย (boxer) แทนกางเกงในชนิดมียางยืดรัดต้นขา เพื่อลดการสะสมความชื้นที่ขาหนีบท่านอาจารย์ประวิตรกล่าวว่า โรคเชื้อราที่เท้าและขาหนีบพบค่อนข้างน้อยในพม่า เนื่องจากชาวพม่านิยมสวมรองเท้าแตะ ทำให้เท้าแห้งง่าย ไม่อับชื้น นอกจากนั้นการที่ชาวพม่านุ่งโสร่ง และไม่นิยมสวมกางเกงในมีส่วนช่วยให้ขาหนีบแห้งง่าย ไม่อับชื้น

ฝรั่ง หรือชาวตะวันตกมีโรคเชื้อราที่เท้าและขาหนีบได้บ่อย เนื่องจากชอบสวมถุงเท้า รองเท้านานเกินไป แถมบางคนยังเข้านอนโดยไม่ถอดถุงเท้า รองเท้า ทำให้เกิดการสะสมความชื้นเพิ่มขึ้นมาก

สารคดีชุด The black hospital ของญี่ปุ่นกล่าวเรื่องนอนไว้… อาจารย์แพทย์ญี่ปุ่นแนะนำว่า

เวลานอนให้สวมเสื้อผ้าบาง ๆ หลวม ๆ และควรห่มผ้า(อย่างน้อยก็ผ้าบาง ๆ) ท่านแนะนำว่า อย่านอน “โป๊” หรือ “เปลือย” เพราะช่วงเวลานอนหลับเป็นช่วงที่ร่างกายคนเราค่อนข้างอ่อนแอต่ออากาศเย็น การปล่อยให้ตัวเรา โดยเฉพาะตั้งแต่คอลงไป เย็นมากเกิน การตั้งเครื่องปรับอากาศเย็นมากเกิน (ในสารคดีท่านกล่าวว่า ไม่ควรตั้งต่ำกว่า 26-27 องศาเซลเซียสเวลานอน) หรือการเป่าพัดลมให้ถูกผิวหนังโดยตรง ทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง

postheadericon โฮมเมดแก้ส้นเท้าแตก

สูตรโฮมเมดแก้ส้นเท้าแตก (Lisa)

ถ้าคุณกำลังมีปัญหากับส้นเท้าที่แห้งและหยาบกร้านจนเกิดรอยแตก ลองใช้สูตรโฮมเมดต่อไปนี้เพือแก้ปัญหาส้นเท้าแตก วิธีการก็คือ ต้มนมหนึ่งถ้วยให้เดือดแล้วเติมน้ำมะนาวกับกลีเซอรีนหนึ่งช้อนชาลงไป คนให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้ให้เย็น (ราวครึ่งชั่วโมง) จากนั้น ใช้ส่วนผสมนี้ทาให้ทั่วส้นเท้า (ตอนกลางคืนจะดีที่สุด)

จากนั้น ใส่ถุงเท้าฝ้ายทับ มันไม่เพียงแต่จะบรรเทาอาการแตกของส้นเท้า แต่ยังทำให้เท้านุ่มขึ้นด้วย หรืออาจลองใช้วิธีที่ง่ายกว่าด้วยของกินติดก้นครัว อย่างเช่น กล้วยหอมสุกหรือหัวหอมใหญ่ เอามาบดให้ละเอียด แล้วทาลงบนส้นเท้า ใช้ผ้าพันทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยล้างน้ำออก

postheadericon ล้างหน้า แบบมืออาชีพ

ล้างหน้าแบบมืออาชีพ (Lisa)

นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างมืออาชีพ

ลูบไล้เคลนเซอร์ ลงบนใบหน้า ลำคอ และเนินอก (อย่าหยุดอยู่แค่ขากรรไกร)

การนวดด้วยเคลนเซอร์ จะช่วยกระตุ้นความเปล่งปลั่งให้ผิวได้ โดยเริ่มจากการค่อยๆ ลากมือลงไปที่คอ เพื่อกระตุ้นระบบระบายของเสียภายในร่างกาย จากนั้น ลากนิ้วเป็นแนววงกลมออกจากใบหน้าและขึ้นไปข้างบน

ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ถ้าใช้น้ำร้อนเกินไปจะทำให้ผิวเสียได้ แต่ถ้าใช้น้ำเย็นเกินไป ก็จะทำให้รูขุมขนหดตัว จนทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ได้ยาก และอย่าลืมว่าหลังล้างหน้าทุกครั้งควรตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ทันที

postheadericon ความเสื่อมโทรมของร่างกาย

ธีที่จะช่วยชะลอ ความเสื่อมโทรมของร่างกาย (ดาราเดลี่)

ให้เกิดขึ้นช้าที่สุดทําได้ค่ะ ถ้าคุณรู้จักการบํารุงอย่างถูกวิธี

การบํารุงผิวพรรณจากภายนอก

ในที่นี้ มักจะมีในรูปเครื่องสําอางบํารุงผิวพรรณชนิดต่างๆ ที่ผลิตออกมา ซึ่งจะมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและชนิดสารสําคัญที่เติมลงไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการบํารุงประเภทนี้ มักจะออกฤทธิ์ได้เฉพาะบริเวณที่เป็นผิวหนังชั้นตื้นๆ เท่านั้น

ซึ่งในส่วนนี้จะต้องพิจารณาถึงเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องสําอางชนิดนั้นๆ ออกมา ว่ามีระบบการนําส่งผ่านตัวยาสําคัญที่จะบอกถึงประสิทธิภาพของเครื่องสําอางชนิดนั้นได้มากน้อยเพียงใด

การบํารุงผิวพรรณจากภายใน

โดยการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง เพื่อจะได้รู้จักเลือกทานอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง รวมทั้งการทานผลิตภัณฑ์ที่ให้สารอาหารซึ่งสามารถซ่อมแซมและบํารุงโครงสร้างผิวได้

postheadericon การเกิดฝ้าถาวร

การเกิดฝ้าถาวร (เดลินิวส์)
ช่วงนี้แดดร้อน อาจจะเป็นฝ้ากันได้ง่ายๆ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องการเกิดฝ้าถาวรมาฝากกัน…

ฝ้าเกิดจากแสงแดด ความร้อน ฮอร์โมน เครื่องสำอาง ยาคุมกำเนิด การขาดสารอาหาร ความเครียด รวมทั้งยากันชัก พบในวัย 30-40 ปี พบในหญิงมากกว่าชาย

ใครที่ซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง ซึ่งสารไฮโดรควินินเดิมมีการใช้ในเครื่องสำอางสำหรับรักษาฝ้า มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวในระยะเริ่มต้น เป็นที่มาของการเกิดฝ้า แต่ต่อมามีการตรวจสอบพบว่าหากใช้ไปนานๆ สารเคมีนี้ ก็จะไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นอื่นๆ จนท้ายที่สุดก็อาจทำให้เกิด “ฝ้าถาวร” ทำให้หน้าดำถาวร

การเลือกซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนัง ใช้ดุลพินิจในคำโฆษณาสรรพคุณในการรักษ

postheadericon การกำจัดขนสไตล์อาหรับ

มาดูวีธีการกำจัดขนสไตล์อาหรับ (ไอเอ็นเอ็น)

ขน ดก…ขนดก…ขนดกจะทำอย่างไง ยิ้มหวานจะขอบอกให้…อะฮ้า วันนี้มาเป็นเพลงเลยนะ เพราะการกำจัดขนเราอาจต้องทนเจ็บนิดนึง แต่ผลที่ได้ก็คือขนจะขึ้นช้ากว่าการโกนอยู่นานพอสมควรเลยล่ะ อย่างวิธีธรรมชาติแบบสาวอาหรับนี่ไง

เริ่มจากการ ผสมน้ำตาลกับน้ำอย่างละ 5 ช้อนโต๊ะ บีบมะนาวครึ่งลูก นำส่วนผสมทั้งหมดมาเคี่ยวรวมด้วยไฟอ่อนๆ คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้น ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ นำมากดบริเวณที่ต้องการจะกำจัดขน จะตรงหน้าแข้ง รักแร้ ฯลฯ อะไรก็ว่าไป แล้วดึงออกแรงๆ ขนจะหลุดตามมาด้วย แต่พึงระลึกไว้อย่างค่ะว่า ไม่ควรกำจัดขนตอนเช้า เพราะเป็นช่วงที่ผิวพรรณกระชับที่สุด เวลาที่เหมาะคือหลังจากอาบน้ำอุ่นเสร็จใหม่ๆ และต้องทาโลชั่นหลังกำจัดขนทุกครั้งนะคะ

postheadericon สับปะรด

ลดริ้วรอยบนใบหน้าด้วยสับปะรด! (ไอเอ็นเอ็น)

สับปะรดที่คุณซื้อมารับประทานกันยามว่าง หรือหลังอาหารเที่ยงนั้นแหละ นอกจากจะทำให้คุณได้รสชาติหวานอมเปรี้ยว และวิตามินซีแล้ว กากใยของสับปะรดก็ยังช่วยในระบบของการย่อยได้ดีอีกด้วย

ต่อไปนี้ หากรับประทานสับปะรดไม่หมดอย่ารีบทิ้งนะ เพราะมันสามารถทำให้คุณสวยได้โดยไม่รู้ตัว เราจึงมีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับสับปะรดมาฝากกัน

สูตรนี้เหมาะกับสาวๆ ที่มีใบหน้ามัน และนอกจากนี้น้ำสับปะรดยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำต่างๆ บนใบหน้าได้ดี ข้อแนะนำวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่เป็นสิว เพราะไม่เช่นนั้น สับปะรดอาจจะกัดหน้าได้

วิธีทำ คือ คั้นสับปะรดสดๆ เอาแต่น้ำมาชโลมพอกที่ใบหน้า ยกเว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ก็พอ

ถ้าอยากมีใบหน้าสดใส ไร้ริ้วรอย ไม่หมองคล้ำก็ลองนำไปทำกันดู แล้วจะรู้ได้ถึงความแตกต่าง

postheadericon น้ำตาล

น้ำตาลตัวทำลายผิว (เดลินิวส์)

Sugar Free
ถ้าคุณคิดว่าการทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดปกป้องผิวของคุณได้ ขอบอกเลยค่ะว่าคุณคิดผิด เพราะล่าสุดได้มีการวิจัยของแบรนด์เครื่องสำอางดังหลายแบรนด์ออกมาว่า น้ำตาล ถือเป็นตัวทำลายผิวของเราได้ด้วยเช่นกัน

น้ำตาลเป็นตัวทำลายโครงสร้างอีลาสตินและคอลลาเจนจริงหรือเปล่า

น้ำตาลเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในการทำลายอีลาสตินและคอลลาเจนในผิวเท่านั้น ผิวของคนเรามีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำลายผิวอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นอายุ สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งอาหาร ก็สามารถเป็นสาเหตุของการทำลายโครงสร้างอีลาสตินและคอลลาเจน โดยสังเกตได้จากคนที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีสภาพผิวที่ค่อนข้างกร้านกว่าคนทั่วไป และริ้วรอยที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ชัดมาก เนื่องจากเอนไซม์และน้ำตาลได้เข้าไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว

น้ำตาลจะเข้าไปทำลายผิวตั้งแต่เมื่อไร

จริงๆ น้ำตาลจะเข้าไปทำลายผิวตั้งแต่วัยเด็กแล้ว แต่ด้วยกลไกลการทำงานของผิวในวัยเด็กจะถูกทดแทนทันทีหลังจากถูกทำลาย มีกระบวนการซ่อมแซมที่ดีกว่าผิวของผู้ใหญ่

ผิวที่ถูกน้ำตาลทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน จะมีลักษณะอย่างไร

น้ำตาลจะเข้าไปจับคอลลาเจนให้เกิดการแข็งตัว พอแข็งตัวก็จะแตกและเปราะหักง่าย หลังจากอีลาสตินและคอลลาเจนเปราะหักแล้ว ผิวตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัวลง ลักษณะจะเหมือนที่นอนสปริงที่เกิดการหัก เมื่อนอนตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัว ผิวของเราก็เช่นกัน เมื่อคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ผิวบริเวณนั้นก็จะยุบตัวทันที เมื่อเกิดการยวบตัวลง ถ้ามองจากภายนอก บริเวณนั้นจะเกิดเป็นริ้วรอย และริ้วรอยจะตื้นหรือลึกก็ขึ้นอยู่กับผิวของเราโดนทำลายคอลลาเจนและอีลาสติ นมากน้อยแค่ไหน

เราจำเป็นต้องควบคุมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน

การควบคุมน้ำตาลจะช่วยในระดับหนึ่งเท่านั้นสำหรับการป้องกันเรื่องริ้วรอย แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะบริโภคน้ำตาลไม่ได้เลย เนื่องจากร่างกายของเรายังต้องการพลังงานจากน้ำตาลเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการสร้างพลังงาน เมื่อเราทานข้าว ขนมปัง ก็มีกลูโคส ซึ่งกลูโคสก็จะกลับมาในรูปพลังงานให้เรามีแรง แต่ถ้ารู้สึกกลัว ก็แค่บริโภคให้พอเหมาะกับความต้องการ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญเป็นผลให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายลดน้อยลง

หันมาบริโภคน้ำตาลเทียมแทนจะช่วยได้หรือเปล่า

การบริโภคน้ำตาลเทียมไม่ได้ช่วยอะไร เพราะถ้าทุกคนยังทานอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ข้าว หรือแม้กระทั่งเส้นก๋วยเตี๋ยว ล้วนแต่ทำมาจากแป้ง ซึ่งกระบวนการย่อยอาหารจำพวกแป้งจะทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นกลูโคส กลูโคสถือเป็นหน่วยย่อยเล็กที่สุดของแป้งหรือของน้ำตาลที่ร่างกายสามารถนำไป ใช้ประโยชน์ได้ แต่พอมีกลูโคสมากเกินไปในร่างกายและไม่ได้เผาผลาญออกมา กลูโคสก็จะไปจับกับคอลลาเจนและอีลาสติน สุดท้ายก็จะส่งผลต่อผิวได้ในที่สุด

การออกกำลังกายจะช่วยได้หรือเปล่า

การออกกำลังกายถือเป็นเรื่องดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ ยิ่งบริโภคน้ำตาลมากไปเท่าไหร่ควรมีการเผาผลาญโดยการออกกำลังกายมากขึ้นตาม ด้วย ระยะเวลาในการออกกำลังกายที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เริ่มตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป เพราะช่วงระยะเวลา 15-20 นาทีแรก ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลก่อน หลังจากนั้นจะใช้จากไขมัน ถือว่าการออกกำลังกายเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการปกป้องผิวจากน้ำตาล